สิทธิการแต่งกายเป็นเรื่องของใครก็ได้ และแน่นอนว่าเป็นเรื่องของฉันไม่ใช่เรื่องของคุณ

สิทธิการแต่งกายเป็นเรื่องของใครก็ได้ และแน่นอนว่าเป็นเรื่องของฉันไม่ใช่เรื่องของคุณ

จากประเด็นดังใน Twitter ที่มีแอคเคาท์รายหนึ่งได้ทวิตข้อความว่า “เสื้อบอลไม่ใช่แฟชั่น ไม่สมควรใส่ออกไปข้างนอก” ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนเกิดเป็นกระแสดราม่าและมี #Saveเสื้อบอล ขึ้น

มีการรณรงค์กันมาอย่างยาวนานกับแฮชแท็ก #donttellmehowtodress เป็นแคมเปญของ ซินดี้ สิรินยา บิชอพ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนตระหนักถึงต้นตอของปัญหาที่แท้จริงเรื่องการโดนถูกคุกคามทางเพศว่าไม่ใช่เพราะการแต่งกายที่ล่อแหลมแต่เป็นเพราะการขาดจิตสำนึกของผู้กระทำ นอกจากนั้นแฮชแท็กนี้ยังสามารถใช้ได้กับเหตุการณ์อื่นๆ เมื่อมีการถูกวิจารณ์หรือลดทอนคุณค่าใครคนหนึ่งจากการแต่งกาย

แม้ว่าโลกจะหมุนมาถึงปี 2020 แล้วก็ตาม แต่ในสังคมทุกวันนี้ก็ยังมีการวิจารณ์สิทธิการแต่งกายของคนอื่นอยู่เสมอ ไม่เพียงแต่เรื่องเสื้อบอลเท่านั้น ยังรวมไปถึงเหตุการณ์อื่นๆ อีกมากมายที่ปรากฏให้เห็นในสังคม

อีกทั้งคำพูดมายาคติที่เราได้ยินกันมาอย่างยาวนานว่าผู้หญิงต้องแต่งตัวเรียบร้อย ห้ามโชว์เนื้อหนังมังสา หรือผู้หญิงต้องใส่กระโปรง ผู้ชายก็ต้องใส่กางเกง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป คนก็เริ่มปัดตกคำพูดเหล่านี้เพราะมันคือการละเมิดสิทธิของผู้อื่น

“โป๊เกินไป” “ใส่ไปอ่อยใคร” “โชว์ให้ใครดู” “ใส่แล้วไม่หล่อ” “ใส่แล้วไม่สวย”

แน่นอนว่าไม่มีใครชอบให้คนอื่นมาวิจารณ์การแต่งกายของเราอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าเพศไหน เพราะในสังคมโลกของเรามี “ความเท่าเทียม” และ “สิทธิเสรีภาพในการแต่งตัว” ตราบใดที่เราไม่ได้ไปทำความเดือดร้อนให้สังคมและยังอยู่ในกรอบของคำว่า กาลเทศะ

“คุณไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินการแต่งกายของใครและควรเคารพสิทธิของคนอื่น เพราะมันเป็นความพึงพอใจของเจ้าตัว หากคุณไม่ชอบ จงจัดการกับตัวเองเพราะนั่นคือปัญหาของคุณ”

เรื่อง : พัทธนันท์ หงษ์วานิช

Top